รีวิว A Hidden Life หนังใหม่ 2020 เจ็บปวด เมื่อการ “เห็นต่าง” กลายเป็นสิ่งที่ “ผิด”

รีวิว A Hidden Life หนังใหม่ 2020 เจ็บปวด เมื่อการ “เห็นต่าง” กลายเป็นสิ่งที่ “ผิด” เป็นหนังที่อิงมาจากเรื่องจริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บอกเล่าเรื่องราวของ Franz Jägerstätter ชายหนุ่มผู้ที่มีความสุขเพียบพร้อม มีภรรยา มีลูกที่น่ารัก ทำไล่ทำนา ท่ามกลางธรรมชาติอันสดชื่น แต่ความสุขเหล่านั้นก็ถูกพรากไป เมื่อเขาโดนเกณฑ์ไปเป็นทหารให้กับ Adolf Hitler แต่เมื่อเขาได้เป็น เขาก็รับรู้ว่าจริงๆ มันชั่วร้าย การทำสงคราม เข่นฆ่าผู้คนมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง และเมื่อครั้งเขาโดนเรียกตัวอีกรอบ เขาจึงปฏิเสธที่จะออกรบให้กับ Hitler แต่เขาไม่ได้เลือกที่จะหนี เขาเลือกที่จะเผชิญหน้า และถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ส่งผลให้ตัวเขาและครอบครัวตกที่นั่งลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถึงแม้หนังจะบอกเล่าถึงเรื่องราวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นู้นนนน แต่ทำไมเราและเชื่อว่าใครหลายคนกลับมองว่ามันสะท้อนให้เห็นบางอย่างที่ไม่ได้ไกลตัวเลยแม้แต่น้อย

ทำไมคนที่เห็นต่างถึงกลายเป็นตัวปัญหา กลายเป็นคนผิด โดนสังคมประนาม โดนตัดสินไปต่างๆ นานา แถมครอบครัวยังต้องเดือดร้อนไปด้วย ทั้งจากชาวบ้านด้วยกันเอง และระบอบเผด็จการทหารอันน่ารังเกียจ ใครเห็นต่าง ไม่เคารพ “ท่านผู้นำ” ก็ถูกจับไปขัง ใช้ความรุนแรงเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ผิด กดขี่ผู้น้อยอย่างไร้เหตุและผล พยายามโน้มน้าว ปรับทัศนคติให้เคารพเชื่อมั่นใน “ท่านผู้นำ” ถ้ายังไม่ได้อีก ก็นำไปขึ้นศาล ตัดสินคดีให้ผิด สั่งประหารซะสิ ง่ายๆ แค่นั้น มันคือชะตากรรมอันน่าหดหู่ของคนที่เห็นต่าง แค่คนที่ไม่เห็นด้วย ก็ต้องเจอกับเรื่องอันน่าเศร้าแบบนี้…ผมไม่ได้พุดถึงสิ่งอื่น ผมพูดถึงชะตากรรม ของตัวละครในเรื่องนี้จริงๆ นะ

มีประโยคนึงที่ตัวละครพูดเอาไว้ว่า “เราจะมีสิทธิมีเสียงอะไรได้ เราแค่คนตัวเล็กๆ” และ “ยอมทนความอยุติธรรม ดีกว่าทำแบบนี้” สะท้อนภาพจำยอมของคนในสังคมที่รู้แหละมันไม่ได้ถูกซะทีเดียว แต่เราทำอะไรไม่ได้ ต้องก้มหน้า ยอมรับ และส่วนมากก็เป็นแบบนั้น แต่มันไม่ใช่กับพระเอก พระเอกยังยึดถือทัศนคติ แนวคิด ความเชื่อของเขา ถึงแม้เขาไม่รู้หรอก การกระทำเขามันจะส่งผลอะไร ขยายไปวงกว้างแค่ไหน หรือจะมีประโยชน์ในภายภาคหลังต่อไปยังไง ถึงแม้จะหวังให้วงจรอุบาทนี้มันจบแค่รุ่นของเขาก็ตาม แต่เค้ายังยึดมั่นในสิ่งที่เขาเชื่อ ถึงแม้จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต ถึงแม้มันจะอาจหมายถึงการสละความสุขทุกอย่างก็ตาม

หนังมีความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง ที่เล่าเรื่องง่ายๆ แต่ตัวหนังอาจจะน่าเบื่อ ดำเนินเรื่องช้าๆ เนิบๆ ถ้าใครไม่ชอบอาจจะหลับได้หลายตลบเลยแหละ แถมยังมีการตัดต่อในซีนนั้นๆ แบบแปลกๆ มันคือการ Jump แต่มันก็ Jump แบบไม่ต่อเนื่องที่ตาเห็น แต่ต่อเนื่องที่อารมณ์ความรู้สึก

แต่ในระหว่างเรื่องนั้นเราจะได้เห็นภาพอันสวยงามของภูเขา ท้องฟ้า ใบหญ้า ที่งดงามแบบจริงๆ งดงามทั้งทิวทัศน์ และห้วงเวลาความสุขของตัวเอก

หนังยังเลือกบอกเล่าเรื่องผ่านเสียงของพระ-นางที่ส่งจดหมายตอบรับกัน มันช่างเข้ากัน เหมาะเจาะ นุ่มนวล ไพเราะ น่าถวิลย์หา น่าเห็นอกเห็นใจ และกินใจสุดๆ

และในความสวยงามเหล่านั้นมันก็แฝงไปด้วยความน่าเศร้ากับเรื่องราวที่เผชิญ และยิ่งช่วงหลัง มันน่าเจ็บปวดจริงๆ โดยเฉพาะการยอมรับ ความรู้สึกของคำว่าเข้าใจ…แต่ทำอะไรไม่ได้จริงๆ กับระบบอันน่ารังเกียจนี้ มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้จริงๆ

ระหว่างทางสัญญะต่างๆ ก็ถูกปูขึ้นอย่างมีนัยยะ ไม่ว่าจะเป็น เสียงจักรยานของคนส่งจดหมายที่พระเอกกลัวโดนเรียกตัว, เสียงของเครื่องจักรที่แทนอารมณ์ตัวละคร, มุมกล้องที่บอกถึงความสับสน สิ้นหวัง และท้องฟ้าอันมืดมิดเหมือนฝนจะตกที่สื่อให้เห็นถึงมรสุมชีวิตที่ตัวเอกต้องเจอ จนกระทั่งฝนตกลงมาในตอนท้ายมันคือสิ่งที่ได้ปลดปล่อย และคือสิ่งที่มันอาจส่งผลมาในภายภาคหลังต่อคนรุ่นหลัง ที่ให้ความชุ่มชื่น ให้พืชผลิดอกออกผลเติบโตต่อไป

สรุป A Hidden Life เป็นหนังที่อาจจะไม่เหมาะกับทุกคน มันไม่ได้สนุกหรอก มันน่าเบื่อด้วยซ้ำ แต่เราว่ามันคือหนังที่ดีเรื่องนึง มันไม่อาจละสายตาได้จริงๆ กับภาพที่เห็น กับเรื่องราวที่เผชิญ มันหลีกหนีไม่ได้จริงๆ